วิกฤตโลหิตโลก
เหตุผลที่วงการแพทย์ต้องการเลือดเทียมอย่างเร่งด่วน
โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสาธารณสุขที่เงียบงันแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับล้าน นั่นคือ วิกฤตการณ์ขาดแคลนโลหิต ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก แม้ว่าการบริจาคเลือดจะเป็นกิจกรรมที่สูงส่ง แต่ปริมาณเลือดที่ได้รับบริจาคก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตการณ์ "ทะเลทรายโลหิต" ส่งผลกระทบต่อประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก
“ทะเลทรายโลหิต”: เมื่อการเข้าถึงเลือดคือความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ
ประชากรหลายพันล้านคนบนโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่นิยามว่าเป็น "ทะเลทรายโลหิต" (Blood Deserts) ซึ่งหมายถึงภูมิภาคที่ความต้องการใช้เลือดทางการแพทย์มีสูงกว่าปริมาณที่จัดหาได้อย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และกลุ่มความร่วมมือ Blood DESERT Coalition ชี้ให้เห็นว่า:
- ความเหลื่อมล้ำในการบริจาค: ประเทศที่มีรายได้สูงซึ่งมีประชากรเพียง 16% ของโลก กลับเป็นผู้รวบรวมเลือดบริจาคได้มากถึง 40% ของปริมาณทั้งหมดต่อปี¹
- พื้นที่วิกฤต: ทุกประเทศในแถบแอฟริกาใต้สะฮาราและเอเชียใต้ล้วนต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนเลือดอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้จากภาวะตกเลือดหลังคลอด, อุบัติเหตุรุนแรง และภาวะโลหิตจางในเด็ก²
- สถานการณ์ในประเทศพัฒนาแล้ว: แม้แต่ในสหรัฐอเมริกา สภากาชาดอเมริกันก็ได้ประกาศภาวะขาดแคลนเลือดฉุกเฉินในเดือนมกราคม 2024 เนื่องจากจำนวนผู้บริจาคเลือดลดลงต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี โดยลดลงถึง 40%³

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบการเข้าถึงเลือดทั่วโลก กลุ่มประเทศรายได้สูง (ซ้าย) ซึ่งมีประชากรเพียง 16% ของโลก สามารถรวบรวมเลือดได้ถึง 40% ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ (ขวา) เผชิญกับภาวะขาดแคลนเรื้อรัง
ที่มาของข้อมูล: องค์การอนามัยโลก (WHO)
ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น: เลือดบริจาคไม่ใช่คำตอบที่สมบูรณ์แบบเสมอไป
นอกเหนือจากปัญหาการขาดแคลนแล้ว การรับเลือดบริจาค (Allogeneic Blood Transfusion) ก็มีความเสี่ยงแฝงที่สำคัญ แม้ว่าเทคโนโลยีการคัดกรองในปัจจุบันจะทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อร้ายแรงอย่าง HIV หรือไวรัสตับอักเสบต่ำมาก แต่ความเสี่ยงที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อกลับเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นในทางการแพทย์สมัยใหม่
- ภาวะแทรกซ้อนทางภูมิคุ้มกัน: ร่างกายของผู้รับเลือดอาจมีปฏิกิริยาต่อต้านเซลล์เม็ดเลือดขาว พลาสมา หรือเกล็ดเลือดของผู้บริจาค ทำให้เกิดไข้ หรือในกรณีที่รุนแรงอาจเกิด ภาวะภูมิคุ้มกันเปลี่ยนแปลงจากการรับเลือด (Transfusion-Related Immunomodulation - TRIM) ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยอ่อนแอต่อการติดเชื้อมากขึ้น⁴
- ภาวะบาดเจ็บที่ปอดเฉียบพลัน (TRALI): แม้จะพบได้ไม่บ่อย (ประมาณ 1 ใน 5,000 ถึง 1 ใน 12,000 ยูนิต) แต่ TRALI ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการรับเลือดโดยตรง ผู้ป่วยจะมีภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันภายใน 6 ชั่วโมงหลังรับเลือด⁵
- ภาวะของเหลวเกินในระบบไหลเวียน (TACO): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยกว่า TRALI โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคหัวใจ ซึ่งการรับเลือดในปริมาณมากหรือเร็วเกินไปจะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดได้

นอกเหนือจากการติดเชื้อที่คัดกรองได้ อะไรคือความเสี่ยงที่แท้จริงที่มาพร้อมกับการรับเลือดจากผู้อื่น
จากวิกฤตการณ์การขาดแคลนทั่วโลก ประกอบกับความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการรับเลือดบริจาค ทำให้วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพยายามอย่างหนักในการพัฒนา "เลือดเทียม" หรือ "สารพาออกซิเจน" (Oxygen Carriers) มานานหลายทศวรรษ ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน แต่เพื่อสร้างทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัยกว่า เข้าถึงได้ง่าย และสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกหมู่เลือดในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การค้นพบนวัตกรรมอันน่าทึ่งจากธรรมชาติ
Work cited
-
BMJ Global Health. (2024). Innovative transfusion strategies for blood deserts in disaster settings.
-
Blood DESERT Coalition. (n.d.). The Bleeding Crisis. Retrieved from blooddesertcoalition.org
-
American Red Cross. (2024, January 7). Red Cross declares emergency blood shortage, calls for donations during National Blood Donor Month.
-
Medscape. (n.d.). Immunological Complications of Blood Transfusion.
-
Canadian Blood Services. (2021). Transfusion-related acute lung injury (TRALI). Professional Education.
